แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Review : HTC One Max พี่ใหญ่จากตระกูล ONE มาพร้อม ความสามารถเต็ม MAX !!

Review : HTC One Max พี่ใหญ่จากตระกูล ONE มาพร้อม
ความสามารถเต็ม MAX !!

สวัสดีเพื่อนๆชาว TechXcite วันนี้ MrXcite จะมารีวิวมือถือเจ๋ง ๆ เก๋ ๆ ใหม่ล่าสุดมาฝากกันอีกแล้ว ซึ่งหลังจากที่บรรดาค่ายยักษ์ใหญ่ต่างๆก็ได้ทยอยเปิดตัวแฟบเล็ตออกมาสู่ตลาดกันอย่างมากมาย อาจเป็นเพราะกระแสการใช้งานแฟบเล็ตกำลังได้รับความนิยม HTC ก็เป็นอีกค่ายหนึ่งที่ปล่อยแฟบเล็ตออกมาสู่ตลาดเช่นกันนั่นก็คือรุ่น HTC One Max ที่เราจะเอามารีวิวให้ได้ชมกันวันนี้ สำหรับรุ่นนี้ต้องขอบอกก่อนว่ามาพร้อมกับจอใหญ่ 5.9 นิ้ว ความละเอียดระดับ FullHD พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง ระบบสแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังของตัวเครื่อง(Fingerprint sensor) ที่คล้ายๆกับระบบ Touch ID ของ iPhone 5s แต่จะเป็นอย่างไรต้องติดตามดูกันครับ

อย่างแรกที่ต้องขอพูดถึงก่อนเลยก็คือ ขนาดจอที่ใหญ่ถึง 5.9 นิ้ว ของเจ้า HTC One Max ที่มาพร้อมกับความคมชัดระดับ FullHD 1920×1080 พิกเซล ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีมากๆของหน้าจอคมชัดระดับนี้ เนื่องด้วยการที่เป็นแฟบเล็ต รูปแบบการใช้งานที่เป็นการดูหนัง ดูวีดีโอ หรือแม้กระทั่งแต่อ่าน E-book ต่างๆ ที่ต้องการความคมชัดของหน้าจอเพื่อการใช้งานที่ได้ประสิทธิภาพ เต็มอรรถรส นอกจากนั้นแล้วยังใช้หน่วยประมวลผลกราฟฟิก Adreno 320 ที่ทำให้สามารถทำงานได้ดีภายใต้หน้าจอ FullHD อีกด้วย


สำหรับเจ้า HTC One Max ออกจากโรงงานมาพร้อมกับ Android 4.3 (Jelly Bean) และใช้ HTC Sense UI ใหม่ล่าสุดอย่าง HTC Sense 5.5 ที่ทำงานได้ลื่นไหลแบบสุดๆ ไม่มีอาการกระตุก สะดุด ให้เป็นที่รบกวนจิตใจกันอีกแล้ว ส่วน HTC BlinkFeed (หน้าติดตามข่าวสารหรือเนื้อหาต่างๆที่เราสนใจ) ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม โดยคราวนี้สามารถเลือกได้ว่าจะเปิดใช้งานหรือจะปิดก็ได้ รวมทั้ง ฟังก์ชั่น ลูกเล่นต่างๆ อยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม

มาว่ากันต่อที่เรื่องของสเปค HTC One Max เครื่องนี้ใช้ ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 600ความเร็วที่ 1.7 GHz ใส่แรมมาให้ 2GB หน่วยความจำตัวเครื่อง 16GB สามารถเพิ่ม MicroSD สูงสุดถึง64GB ซึ่งรับรองว่าถูกใจหลายๆคนที่ชอบโหลดแอพฯเยอะๆ รวมทั้งเก็บเพลงหรือหนังไว้ในเครื่องกันแล้วครับ

และที่ประทับใจมากๆเลยก็คือเรื่องของ แบตเตอรี่ Li-ion 3300 mAh ที่ต้องยกนิ้วให้ถึงความอึด แต่ไม่ใช่อึดธรรมดาต้องบอกว่าอึดมากๆถึงจะถูก เพราะหลังจากที่ได้ลองใช้งานมาสักระยะหนึ่ง โดยกิจกรรมประจำวันที่ทั้ง เปิด3G เล่นเกม ดูฟัง ฟังเพลง ท่องโลกโซเชียล ก็ไม่ได้เป็นปัญหากับเจ้าแบตฯก้อนนี้แต่อย่างใด รับรองว่าสามารถใช้งานทั้งวันแบบไม่ต้องชาร์ตได้สบายๆ สำหรับใครที่ชอบใช้งานแบบหนักหน่วง ฮาร์ดคอร์บอกเลยว่า HTC One Max เอาอยู่ครับ !!


ในส่วนของการดีไซน์ถ้าจะบอกว่าเป็น HTC One ขยายร่างก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะรูปร่างหน้าตาภายนอกเหมือนกันแบบพี่น้องคลานตามกันออกมาเลย 555 โดยวัสดุที่ใช้กับยังเป็นอลูมิเนียมคุณภาพดีที่ให้ความรู้สึก หรูหรา มีระดับ อีกทั้งยังน่าใช้งานอีกเช่นเคย ที่จะแตกต่างออกไปหน่อยจากเดิมก็คือ สามารถถอดฝาหลังออกได้เพื่อที่จะใส่ซิมการ์ด และ MicroSD แต่ไม่สามารถถอดแบตฯได้นะครับ

โดยขนาดของตัวเครื่องอยู่ที่ 164.5 x 82.5 x 10.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 217 กรัม ซึ่งขนาดก็ใกล้เคียงกับSamsung galaxy note 3, Oppo N1 และ Nokia lumia 1520 ก็ต้องบอกขนาดใหญ่อยู่พอสมควรสำหรับใครที่เคยใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเล็กๆมาก่อน แรกๆอาจจะไม่ชิน แต่ใช้ไปสักระยะหนึ่งรับรองว่าจะต้องหลงเสน่ห์กับหน้าจอใหญ่จนไม่อยากกลับไปใช้หน้าจอเล็กๆกันอีกแน่นอนครับ

มาดูตัวเครื่อง HTC One Max กันหน่อยว่าจะหรูหรา น่าใช้งานขนาดไหน !! 


ด้านหน้าอย่างแรกเลยก็จะพบกับลำโพงคู่หน้า BoomSound ที่พลังเสียงก็ยังคงทรงพลังไม่เปลี่ยน โดยด้านบนใช้เป็นลำโพงสำหรับสนทนา ส่วนข้างๆเป็นกล้องหน้าความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์ต่างๆ


ด้านหน้าส่วนล่าง ก็เป็น ปุ่ม Back และ ปุ่ม Home โดยที่ตรงกลางเป็นโลโก้ HTC ไม่สามารถกดอะไรได้


ด้านหลังเป็นกล้อง UltraPixel 4 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช ถัดลงมาด้านล่างนิดนึงเป็นช่องเซ็นเซอร์สำหรับสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกเครื่องหรือเข้าสู่การใช้งานในโหมดต่างๆตามที่ได้ตั้งค่าเอาไว้ แต่จะใช้งานยังไงต้องติดตามกันครับ

ด้านขวามีปุ่ม Power และปุ่ม เพิ่ม/ลดเสียง


ด้านซ้ายมีสลักไว้สำหรับการเปิดฝาหลัง โดยการใช้งานก็เพียงแค่เลื่อนสลักลงมาเท่านั้น ฝาหลังก็จะเปิดขึ้นอย่างง่ายดาย ^^


ด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และ IR Blaster ตัวส่งสัญญาณอินฟราเรด เพื่อใช้เป็นรีโมท TV ได้

ด้านล่างมี MicroUSB สำหรับชาร์ตแบตฯ และรูไมโครโฟน


เมื่อถอดฝาหลังออกมาก็จะพบกับช่องใส่ซิมการ์ดแบบ MicroSIM และ ช่องใส่ MicroSD Card

รองรับการใช้งาน 3G คลื่นความถี่ 850/900/1900/2100

รองรับการใช้งาน 4G LTE คลื่นความถี่ 900/1800/2100/2600

คราวนี้ก็มาดูนวัตกรรมใหม่ระบบสแกนลายนิ้ว (Fingerprint sensor) ที่เพิ่มเข้ามาใน HTC One Max กันบ้าง โดยการใช้งานเป็นแบบรูดนิ้วจากบนลงล่าง ไม่เหมือนกับ Touch ID ของ iPhone 5s ที่ใช้การวางนิ้วมือลงไป ซึ่งหลังจากลองใช้งานดูแล้วการตรวจจับลายนิ้วมืออยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าใช้ได้ แต่ในบางครั้งถ้าเกิดรูดเร็วเกินไประบบก็จะมีการทำงานผิดพลาดบ้าง และมีบางครั้งนิ้วเผลอไปโดนกล้องหลังเพราะด้วยตัวแหน่งที่อยู่ใกล้ๆกันนั่นเอง แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำออกมาได้ดีพอสมควรเลยครับ



การตั้งค่าลายนิ้วมือสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้นิ้วไหนในการสแกน หลังจากนั้นระบบจะให้เราทำการสแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยันจำนวน 3 ครั้ง โดยเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้นิ้วไหนสแกนเพื่อเข้าสู่โหมดการใช้งานแบบใด ไม่ว่าจะเป็น เปิดกล้อง, หน้าแรก หรือคำสั่งเสียง นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มเติมโหมดคำสั่งได้ด้วยตัวเอง ซึ่งรองรับได้สูงสุด 3 ลายนิ้วมือ (งานนี้ก็เลือกเอาแล้วกันว่าชอบนิ้วไหนกันบ้าง 555) 
และในกรณีที่ต้องการใช้งานเครื่องของเราโดยไม่สแกนลายนิ้วมือก็สามารถเลือกแบบใส่รหัสผ่านที่ทำการบันทึกเอาไว้ในระบบได้เช่นกัน

ในส่วนของหน้าจอ UI ที่ใช้ HTC Sense UI เวอร์ชั่นใหม่ 5.5 การใช้งานต่างๆ รวมถึงรูปร่างหน้าตาโดยรวมก็ยังคงเหมือนเดิมกับในเวอร์ชั่นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการแอพฯ หรือการเพิ่ม Widgets ก็ยังคงใช้งานได้ดีเหมือนเดิม


HTC Sense UI เวอร์ชั่น 5.5 เราสามารถเลือกได้ว่าจะ เปิดหรือปิด ใช้งาน HTC BlinkFeed ได้แล้วครับ


อีกหนึ่งอย่างที่ยังคงประทับใจไม่เปลี่ยน คือ Music ที่มีโหมด Visualizer มาให้อีกเช่นเคย ซึ่งทำให้รู้สึกได้อารมณ์ อรรถรสในการฟังเพลงเพิ่มมากขึ้นจริงๆ แถมมีเนื้อเพลงให้เราร้องตามกันได้แบบสบายๆเลย (ไม่ต้องดำน้ำกันแล้ว !!)


และเมื่อใช้สองนิ้วลื่นจากขอบหน้าจอบนลงมาก็จะพบกับ เมนูลัดบนแถบแจ้งเตือนต่างๆให้เลือกมากมาย โดยที่เราสามารถย้ายตำแหน่งการจัดวางเมนูลัดได้ตามความถนัดในการใช้งานของเราได้อีกด้วย คราวนี้จะ เปิด/ปิด เมนูไหนก็เชิญกันตามสบาย ^^
ถึงเวลามาดูผลงานภาพถ่ายจากเจ้า HTC One Max ที่ยังคงใช้เทคโนโลยี UltraPixel 4MP แล้วว่าจะสวยงาม ตระการตา ขนาดไหน !!

ภาพจากกล้องหน้า









ภาพจากกล้องหลัง

ต้องบอกว่าได้ภาพที่สวยงาม ทั้งสีสัน ความคมชัดของภาพ ไม่ว่าจะถ่ายเวลากลางหรือกลางคืนก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆครับ
ในเรื่องของการดูหนัง ดูวีดีโอต่างๆ ด้วยระดับความละเอียดระดับ FullHD ก็ให้ภาพที่คมชัด เต็มตาดีเหลือเกิน (ชอบหน้าจอใหญ่ๆก็ตรงนี้แหละ 555) และที่สำคัญมีระบบเสียง BoomSound ยิ่งทำให้เพิ่มความมันเป็นทวีคูณเลยครับ
สำหรับคอเกมก็หมดห่วงกันได้เลย เพราะหลังจากที่ได้ลองทดสอบด้วยการเล่นเกม Asphalt 8 และ Injustice ผลปรากฎว่าลื่นไหลไม่มีอาการสะดุดแต่อย่างใด อีกทั้งเล่นได้แบบเพลินๆเลย เพราะแบตฯอึดมาก ไม่ต้องมาห่วงว่าเล่นนานๆแล้วแบตฯจะหมดเร็วด้วย (เริ่มหลงรัก HTC One Max เข้าแล้วสิ๊เรา >///< )

มาปิดท้ายกันด้วย การทดสอบประสิทธิภาพ ความแร๊ง !! อีกเช่นเคย

ทดสอบกันด้วยแอพฯยอดฮิตอย่าง Antutu Benchmark ได้ผลคะแนนออกมาที่ 26,461 คะแนน นับว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควรเลย

สรุป
HTC One Max นับว่าเป็นแฟบเล็ตอีกตัวที่หน้าสนไม่น้อย ด้วยสเปคและนวัตกรรมต่างๆที่ HTC ใส่มาอย่างเต็มที่ ที่ทำให้ใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชั่น รวมถึงวัสดุหรืองานประกอบเป็นอลูมิเนียมที่นอกจากจะให้ความหรูหรา สวมงาม น่าใช้งานแล้วยังมาพร้อมกับความแข็งแรงทนทานอีกด้วย

และยังมีระบบใหม่ล่าสุดอย่าง ระบบสแกนลายนิ้วมือที่เพิ่มเข้ามาช่วยในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยให้ดีขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญจุดเด่น อย่าง HTC BlinkFeed หรือ ระบบเสียง BoomSound อันทรงพลังก็ยังอยู่ครบถ้วน กล้องก็มีการพัฒนาขึ้นให้ถ่ายภาพได้สวยงาม คมชัด ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน โดยรวมแล้วถือว่าน่าใช้งานมาก ๆ ส่วนราคามือถือนั้นอยู่ที่ 23,900 บาท

จุดเด่น
- ความละเอียดหน้าจอ FullHD 1080p
- ระบบสแกนลายนิ้ว (Fingerprint sensor)
- แบตเตอรี่ขนาด 3,300 mAh ที่สามารถรองรับการใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
- ใช้วัสดุอลูมิเนียมคุณภาพดีให้ความหรูหรา สวยงาม และแข็งแรง ทนทาน
- ระบบเสียง BoomSound ให้เสียงดังกังวาน ทรงพลัง
- รองรับ 4G LTE คลื่นความถี่ 900/1800/2100/2600

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Review : Sony A6000 กล้อง Mirrorless คุณภาพสูงกับโฟกัสเร็วที่สุดในโลก


หลายๆคนคงกำลังมองหากล้องตัวเล็กๆสักตัวสำหรับการถ่ายภาพทั่วไป แต่แน่นอนว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างเช่นกล้อง Sony A6000 ตัวนี้ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่มีประสิทธิภาพสูง แม้รูปร่างหน้าตาจะออกแบบมาแล้วดูเล็กแต่ความสามารถไม่เล็กน้อยตามขนาด เดี๋ยวเรามารีวิวกล้องเจ้าตัว Sony A6000 ว่ามีความน่าสนใจอย่างไรกันบ้าง
ในส่วนของบอดี้กล้องทั่วๆไปแล้ว Sony ออกแบบมาให้ดูเรียบหรู และยังคงเอกลักษณ์ของการดีไซน์แบบที่เรียกว่าคล้ายคลึงกับรุ่นพี่ตัวเก่าหลายๆตัวเลยทีเดียว และที่สำคัญคือขนาดบอดี้ที่เล้กกะทัดรัดเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกล้องสำหรับการพกพาอย่างแท้จริง
สิ่งที่มีการปรับเปลี่ยนนิดหน่อยจากรุ่นเดิมอย่าง Sony NEX-6 เห็นจะเป็นในส่วนของแป้นควบคุมกล้อง โดยมีการวางแป้นสำหรับเลือกโหมดถ่ายภาพไว้ด้านบนคู่กับแป้นควบคุมกล้องหลัก ซึ่งจากการใช้งานจริงพบว่าสะดวกเป็นอย่างมาก เพราะสามารถควบคุมกล้องด้วยนิ้วโป้งอย่างรวดเร็ว รวมถึงยังมีปุ่ม C1 สำหรับใก้ผู้ใช้ตั้งค่าได้เองในการควบคุมการทำงานของกล้อง
ด้านบนตัวกล้องมีการซ่อนแฟลชป๊อปอัพไว้ ดูกลมกลืนกับตัวกล้อง และยังมีฮอทชูแฟลชแบบมาตรฐาน ที่ออกแบบมารองรับการใช้งานกับแฟลชทั่วๆไปด้วย มืออาชีพที่ต้องการความสะดวกสบายในการต่อพ่วงอุปกรณ์บนฮอทชูก็สามารถใช้งานได้ทันที
ที่โดดเด่นและประทับใจมากคือเรื่องของช่องมองภาพแบบอิเล็คทรอนิกส์ เพราะนอกจากจะให้ภาพที่คมชัดแล้ว ยังสามารถแสดงผลของภาพถ่ายก่อนลั่นชัตเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเวลาอยากเล่นพวกปรับสี ปรับ White Balance ก็จะเห็นภาพสดก่อนถ่ายจริงได้เลยทันที ถือว่าสะดวกมากๆ
ในส่วนของด้านหลังตัวกล้องนั้น Sony A6000 มีปุ่มต่างๆเพื่อเข้าถึงเมนูต่างๆของกล้องค่อนข้างจะครบครันทีเดียว แถมปุ่มต่างๆบางปุ่มก็สามารถกำหนดค่าได้เองว่าต้องการให้ใช้สำหรับปรับค่าใด อย่างเช่นปุ่ม Fn หรือ C2 ส่วนปุ่มบันทึกวีดีโอที่อยู่บริเวณด้านหลังก็ใช้งานสะดวก แค่กดด้วยนิ้วโป้งขวาก็ทำงานได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนของหน้าจอ LCD นั้น เป็นแบบบิดพับได้ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการถ่ายภาพ ซึ่งจากการทดสอบใช้จริงแล้วพบว่า ทำงานได้ดี แถมในสภาวะที่ต้องถ่ายภาพกลางแจ้งยังสามารถมองเห็นจอได้ชัดเจนไม่กลืนไปแสงแดดเหมือนพวกกล้องรุ่นเก่าๆ เสียนิดเดียวตรงที่ไม่ใช่หน้าจอแบบสัมผัส ซึ่งตรงจุดนี้ถ้า Sony ใส่หน้าจอแบบสัมผัสมาให้น่าจะช่วยให้การถ่ายภาพง่ายขึ้น เพราะสามารถใช้นิ้วแตะหน้าจอเพื่อเลือกจุดโฟกัสแล้วถ่ายได้เลย
ที่บอกว่าเสียนิดเดียวตรงที่ไม่มีระบบสัมผัสหน้าจอ เพราะ Sony A6000 ตัวนี้ มีความสามารถในเรื่องของการโฟกัสซึ่งถือเป็นจุดขายเลยทีเดียว กล้อง Sony A6000 นั้น มีจุดโฟกัสถึง 179 จุด แบบ Phase Detection ซึ่งเหนือกว่ากล้อง DSLR หลายรุ่นเลยทีเดียว และทาง Sony ก็ระบุว่าเป็นกล้องที่มีระบบโฟกัสเร็วที่สุดในโลกด้วยและยังมีระบบ Eye detection เพื่อโฟกัสให้เข้าเป้าบริเวณดวงตาอีกต่างหากสุดยอดจริงๆ แถมด้วยเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ APS-C ความละเอียด 24.3 ล้านพิกเซล เรียกได้ว่าคุณภาพไม่แพ้กล้อง DSLR แน่ๆ
สำหรับการใช้งานจริงเวลาถ่ายภาพนั้น ระบบโฟกัสที่รวดเร็วของ Sony A6000 สามารถจับโฟกัสได้ต่อเนื่อง บวกกับความสามารถในการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง 11 ภาพต่อวินาที ทำให้มั่นใจได้ว่าได้แอ็คชั่นช็อตสวยๆกลับบ้านแน่นอน
นอกเหนือจากเรื่องระบบโฟกัสที่ประทับใจมากๆแล้ว เรื่องของคุณภาพไฟล์ก็ประทับใจเช่นเดียวกัน ดูจากภาพตัวอย่างนั้นเป็นภาพหลังกล้องไม่มีการตกแต่งเพิ่มเติมใด ให้สีสันที่สวยงาม สกินโทนแจ่ม อันนี้ต้องยกเครดิตให้กัยระบบประมวล Bion ที่สามารถประมวลผลไฟล์ Jpeg ออกมาได้อย่างสวยงาม
จุดเด่นอีกอย่างก็คือระบบหน้าจอบิดพับที่สามารถช่วยให้การถ่ายภาพได้สะดวกขึ้น จุดนี้มีมาให้ใช้งานสะดวกกว่าหน้าจอแบบบิดพับไม่ได้แน่นอน
ส่วนเรื่องของระบบ Eye Dtection นั้น พัฒนามาจากระบบ Face Detection ที่ปกติจะตรวจจับจากใบหน้าแล้วโฟกัส แต่ระบบ Eye Detection จะระบุละเอียดว่าตำแหน่งดวงตาของตัวแบบอยู่ที่ใดและจะเน้นโฟกัสตรงจุดนั้น ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง และมักจะโฟกัสพลาดเมื่อจัดองค์ประกอบภาพใหม่แล้วกล้องขยับ
เพิ่มเติมอีกนิดว่า กล้อง Sony A6000 นั้นมีระบบ Peaking Focus แสดงตำแหน่งระยะชัด ซึ่งถ้าใครใช้พวกเลนส์มือหมุนก็ไม่ต้องกังวล เพราะใช้งานง่าย แถมมีระบบช่วยซูมภาพขณะโฟกัสด้วย มั่นใจได้ว่าโฟกัสเข้าแน่นอน
ส่วนเรื่อง White Balance นั้น แม้ถ่ายในสถานที่ที่ใช้ไปโทนเหลือง ตัวกล้องก็สามารถแก้ไขได้ดีทีเดียว เรียกว่าฉลาดไม่แพ้กล้อง DSLR แน่นอน ตรงจุดนี้ถือว่าสอบผ่านฉลุยครับ
ส่วนถ้าใครถามหาอารมณ์หน้าชัดหลังเบลอ บอกได้เลยว่า ทำได้ครับ แม้ใช้เลนส์คิตติดกล้อง เนื่องจาก Sony A6000 ใช้เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่เทียบเท่ากล้อง DSLR นั่นคือขนาด APS-C ฉะนั้นเบลอง่ายหายห่วง แถมไฟล์ขนาดใหญ่จะตัดจะครอปก็ง่ายและสะดวก
เรื่องของการถ่ายภาพในที่แสงน้อย Sony A6000 ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียวครับ เพราะระบบประมวลผลและเซ็นเซอร์รุ่นใหม่ช่วยให้เรื่อง Noise ลดลงเยอะ และถ้ายิ่งใช้โหมด Anti Motion Blur ที่กล้องจะทำการถ่ายภาพรัวก่อนนำมาประมวลผลก็จะช่วยลด Noise ได้มากขึ้นไปอีก
และสำหรับลูกเล่นอื่นๆ พวกเอฟเฟคท์ต่างๆในกล้องก็มีมาให้ครบครัน มือใหม่ที่ชอบแต่งภาพจากกล้องเลยโดยไม่ต้องไปยุ่งกับคอมพิวเตอร์อีก็น่าจะถูกใจ หรือมือโปรที่อยากได้กล้องเล็กๆพกพาสะดวกแต่คุณภาพสูงก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆครับสำหรับ Sony A6000
สเปคและฟีเจอร์ Sony A6000 
  • 24.3 megapixel APS-C CMOS sensor
  • Bionz X image processor
  • Hybrid AF system with 25 contrast-detect and 179 phase-detect points
  • Built-in flash + Multi-Interface Shoe
  • 11 fps continuous shooting with subject-tracking
  • 3-inch tilting LCD with 921,600 dots
  • OLED electronic viewfinder with 1.44M dots
  • Diffraction correction, area-specific noise reduction, and detail reproduction technology
  • Full HD video recording at 1080/60p and 24p; clean HDMI output
  • Wi-Fi with NFC capability and downloadable apps
ราคากล้อง Sony A6000 
Sony A6000 + sel 16-50mm ราคา 27,990 บาท 
Sony A6000 + sel 16-50mm + 55-210mm ราคา 35,990 บาท
จุดเด่น
  • บอดี้ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ดีไซน์สวย
  • ระบบโฟกัสที่ยอดเยี่ยมและรวดเร็ว
  • มีระบบ Wi-Fi และ NFC แชร์ภาพได้สะดวก
  • การถ่ายภาพต่อเนื่องทำได้เร็วน่าประทับใจ
ข้อสังเกต
  • หน้าจอไม่มีระบบสัมผัส
  • ไม่มีช่องต่อไมค์สำหรับการบันทุกวึดึโอแบบมืออาชีพ
บทความโดย : น้าป๋วย TechXcite

Review: จอใหญ่ได้ใจ ราคาโดนใจต้อง Lenovo A680

Review: จอใหญ่ได้ใจ ราคาโดนใจต้อง Lenovo A680
สวัสดีเพื่อนๆชาว TechXcite ทุกคนค่าวันนี้กลับมาพบกับรีวิวมือถือกันอีกเช่นเคย โดยตัวที่จะมารีวิวให้ชมกันวันนี้เป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดจากทางค่าย Lenovo นั่นก็คือ Lenovo A680 ตัวนี้เลย เรามาดูความน่าสนใจของเจ้า Lenovo A680 ตัวนี้กันเลยดีกว่าค่า
Lenovo A680 เป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดจากค่าย Lenovo เหมาะสำหรับคนที่ต้องการใช้สมาร์ทโฟนระบบปฎิบัติการ Android 4.2 ในขั้นเริ่มต้นค่ะ เพราะราคาของเจ้าตัวนี้อยู่ที่  4,190 บาทค่า
Lenovo A680  มาพร้อมหน้าจอจอแสดงผล ความละเอียด 480 x 854 พิกเซล และขนาดของจอใหญ่ถึง 5 นิ้ว 
มาดูสเปคกันหน่อยค่า Lenovo A680 มาพร้อมระบบปฎิบัติการ Android 4.2 หน่วยประมวลผลใช้ CPU Quad Core ความเร็ว 1.3 GHz แรม 1GB และมีหน่วยความจำให้มา 4 GB ส่วนแบตเตอรี่ 2000 mAh ค่า
ด้านหน้าส่วนบนของตัวเครื่องจะมีช่องลำโพงสำหรับสนทนา,กล้องหน้า  และถัดลงมาจะมีโลโก้ Lenovo
ด้านส่วนล่างจะมี ปุ่ม Menu , ปุ่ม Home , ปุ่ม Back และมีไมค์สำหรับสนทนาอยู่ข้างล่าง 3 ปุ่มนี้ค่า
ด้านซ้ายของตัวเครื่องก็จะมีปุ่มสำหรับใช้ เพิ่ม หรือ ลดเสียงค่า
ส่วนด้านขวามีปุ่ม Power
ด้านบนของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบรูหูฟังมาตรฐาน 3.5 mm และ ช่อง Micro USB
ด้านล่างจะเรียบๆ แต่มีช่องสำหรับแกะฝาหลังค่า
ด้านหลังจะมีกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และลำโพงค่า
ฝาหลังของ Lenovo A680  ใช้วัสดุพลาสติกเงา และสามารถถอดฝาหลัง เพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่และใส่ซิมได้
Lenovo A680 รองรับการใช้งาน 2 ซิม (900/2100 MHz) ค่า

มาดูในส่วนของ UI ใน Lenovo A680 กันบ้างค่า เจ้าตัวนี้มาพร้อมระบบปฎิบัติการ Android 4.2  โดย UI ก็ธรรมดาทั่วไป ส่วนการลื่นไหลก็อยู่ในเกรณ์ปกติค่า 
ความบันเทิงบน Lenovo A680
ด้วยขนาดหน้าจอที่ค่อนข้างใหญ่ถึง 5 นิ้ว เพื่อนๆจะเอามาดูหนังหรือแชท โซเชี่ยวต่างๆนี่โอเคเลย รับรองจอใหญ่เต็มอารมณ์ความบันเทิงไปเลยค่า ส่วนเครื่องเล่นวีดีโอ รองรับไฟล์ 3GP, MP4 เครื่องเล่นเพลง รองรับไฟล์ MP3, AAC, OGG, AMR, WAV, MIDI, WMA และ สามารถเครื่องเล่นวิทยุ ในระบบ FM ได้ค่ะ
การเล่นเกมบน Lenovo A680
เนื่องจากหน่วยความจำในเครื่องนั้นมีน้อย การเล่นเกมจึงค่อนข้างมีปัญหา จึงแนะนำว่า หากต้องการจะเล่นเกมจริงๆ ก็ควรจะเอาMicro SD มาใส่เพิ่ม แค่นี้ก็เล่นได้สบายแล้ว
ทดสอบถ่ายภาพจากกล้อง Lenovo A680
กล้องหน้าของเจ้า Lenova A680 นั้นมีความละเอียด 3 แสนพิกเซล ส่วนกล้องหลังเจ้า Lenovo A680 นั้นติดกล้องมาให้ที่ 5 ล้านพิกเซล แบบ Auto Focus มีการโฟกัสภาพเพื่อให้ได้ภาพที่สวยส่วนโหมด การถ่ายภาพก็จะมีให้เลือกอยู่ 3 โหมด คือ ถ่ายภาพปกติ , ถ่ายวีดีโอ และถ่ายพาโนรามา 
รูปที่ถ่ายจากกล้องหลังของ Lenovo A680
รูปที่ถ่ายจากกล้องหน้าของ Lenovo A680
ทดสอบ Muti-touch และ ประสิทธิภาพของเจ้า Lenovo A680 กันค่า
ระบบสัมผัส Multi-touch สามารถทัชสกรีนพร้อมกันได้ 2 จุด ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างน้อยไปหน่อย
และสุดท้ายเรามาดูการทดสอบประสิทธิภาพความแรงกันหน่อยโดยทดสอบด้วยแอพฯ Antutu Benchmark ผลคะแนนที่ได้ออกมาอยู่ที่ 17128 คะแนน ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งสำหรับการใช้งานทั่วไปรับรองไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนค่า
สรุปการใช้งาน
เป็นโทรศัพท์ที่โอเคเลยสัมผัสแรกที่รู้สึกดีคือหน้าจอใหญ่ ทำให้มองเห็นชัดเหมาะกับการ เล่นเกม รวมไปถึงการให้ความบันเทิงถ้าเพื่อนๆต้องการมือถือ 2 ซิม และชอบโทรศัพท์ที่น่าจอใหญ๋เจ้า Lenovo A680 นี้ก็เป็นคำตอบที่ดีทีเดียวค่ะ ส่วนราคามือถือก็อยู่ที่ 4,190 บาท เท่านั้นค่า
จุดเด่น
- รองรับ 2 ซิม
- หน้าจอใหญ่ 5 นิ้ว สร้างความบันเทิงได้เต็มอารมณ์
- ราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับความสามารถของเครื่อง

จุดสังเกต
- หน่วยความจำภายในให้มาน้อยแต่เราสามารถหา Micro SD มาใส่เองได้ค่า
- ระบบสัมผัส Multi-touch สามารถทัชสกรีนได้เพียง 2 จุด อาจจะทำให้การเล่นเกมบางเกมมีปัญหา